วันจันทร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2553

บทที่ 5 กาคมนาคมขนส่ง

การคมนาคมขนส่ง หมายถึง "กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายคน สัตว์ สิ่งของ จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง โดยอาศัยสื่อกลางต่างๆ ภายใต้และราคาที่ได้ตกลงกันไว้"

พัฒนาการขนส่งทางบก
ประวัติการขนส่ง เริ่มขึ้นในสมัย 200 ปีก่อนคริสตกาลหรือยุคบาบิลอน (Babylon) ซึ่งใช้คนลากรถสองล้อไปบนถนน ก่อนที่จะนำสัตว์เช่น วัว ลา มาช่วยลากรถสองล้อในยุคอียิปต์และกรีก ยุคโรมันจึงได้มีการพัฒนาการขนส่งมาเป็นรถสี่ล้อที่ใช้ม้าลาก พร้อมกับการสร้างถนนเชื่อมต่อระหว่างเมืองและรัฐต่างๆ ในยุคนั้น ต่อมาในปีค.ศ. 1480 ได้มีการประดิษฐ์รถม้าโดยสาร (stage coach) ในประเทศอังกฤษขึ้นเป็นครั้งแรก
ในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 ได้มีการประดิษฐ์เครื่องจักรไอน้ำ (Steam Engine) ต่อมาความนิยมเดินทางโดนรถไฟได้ลดน้อยลง ได้มีการประดิษฐ์คิดค้นและพัฒนารถยนต์ขึ้นในปี ค.ศ.1920

พัฒนาการขนส่งทางน้ำ
การขนส่งทางน้ำ เป็นการขนส่งที่เก่าแก่ที่สุดในโลก โดยมีการพัฒนาแพขึ้นมาจากท่อนไม้ และต่อมานำต้นไม้ทั้งต้นมาขุด เจาะเป็นเรือ หลังจากนั้นก็ได้มีการพัฒนาขึ้นโดยนำเอาหนังสัตว์ขนาดต่างๆ มาขึงโครงไม้ทำเป็นเรือที่เรียกว่าเรือหนังสัตว์ (coracles) การขนส่งทางน้ำโดยใช้เรือเป็นพาหนะ ต่อมาได้มีการพัฒนาเรือที่ใช้เครื่องจักรไอน้ำทำให้สามารถแล่นเรือได้รวดเร็วและไกลขึ้น
ค.ศ. 1815 ได้มีบริการท่องเที่ยวด้วยเรือสำราญอังกฤษชื่อ ซีลอน ของบริษัท Peninsula Oriental Steam ต่อมามีการต่อเรือสำราญที่สมบูรณ์แบบ ขนาดกว้างชื่อ Princesses Victoria Louis ในปี ค.ศ.1900 ต่อมาในปี ค.ศ. 1819 มีเรือที่สามารถเดินทางข้ามมหาสมุทรเป็นครั้งแรกได้คือ เรือกลไฟ "Savannah" ในประเทศไทยได้มีบริษัทที่ตั้งขึ้นมาเพื่อรองรับธุรกิจเรือสำราญของคนไทยขึ้น 2 บริษัทได้แก่ บริษัท ซีทราน ควีน (Seatran Queen) กับบริษัทสยามครูซ จำกัด

พัฒนาการขนส่งทางอากาศ (Air Transportation)

หลังจากปี ค.ศ.1903 ซึ่งเป็นปีที่สองพี่น้องตระกูล Wright ได้คิดค้นและประดิษฐ์เครื่องบินขึ้นเป็นครั้งแรก ในปี ค.ศ.1919 เที่ยวบินทางด้านธุรกิจครั้งแรกในโลกก็บังเกิดขึ้นระหว่าง London และ Paris แต่เที่ยวบินให้บริการในการขนส่งผู้โดยสารได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นการให้บริการเที่ยวบินโดยสารประจำทาง (Scheduled Flight) โดยบินระหว่าง Boston กับ New York ในปี ค.ศ.1927

ประเภทของธุรกิจการคมนาคมขนส่งเพื่อการท่องเที่ยว

1.ธุรกิจการขนส่งทางบก

-การเดินทางท่องเที่ยว

-การเดินทางท่องเที่ยวโดยรถยนต์ส่วนบุคคล

-การเดินทางท่องเที่ยวโดยรถเช่า (rental car)

-ธุรกิจการเช่ารถ แบ่งได้ 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1.)บริษัทเช่ารถระหว่างประเทศขนาดใหญ่

2.)บริษัทรถเช่าขนาดเล็กอิสระ

-รถตู้เพื่อนันทนาการ (recreational car)

-รถโดยสารเพื่อการเดินทางการท่องเที่ยว (bus/coach/motorcoach) แบ่งได้ 2 ประเภทคือ

1.)รถโดยสารประจำทาง (schedule)

2.)รถโดยสารไม่ประจำทางหรือรถเช่าเหมา (charter)

2.ธุรกิจการขนส่งทางน้ำ (Water transportation)

3.ธุรกิจการขนส่งทางอากาศ (Air Transportation)

บทที่ 4 องค์ประกอบสำคัญของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

แหล่งท่องเที่ยว
แหล่งท่องเที่ยวจัดเป็นปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งที่มีช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและเป็นปัจจัยที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางเข้ามาในประเทศ มีคำจำกัดความ 3 คำที่จำเป็นในการศึกษาแหล่งท่องเที่ยว ได้แก่
1.ทรัพยากรทางการท่องเที่ยว (Tourism Resources)
2.จุดหมายปลายทาง (Destination)
3.สิ่งดึงดูดใจทางการท่องเที่ยว (Tourism Attraction)
ประเภทของแหล่งท่องเที่ยว
ขอบเขต
อาจแบ่งแหล่งท่องเที่ยวเป็น 2 ประเภทตามขอบเขตได้แก่ จุดมุ่งหมายหลัก (Primary Destination) และจุดมุ่งหมายรอง (Secondary Destination or Stopover Destination)
ศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยว
แหล่งท่องเที่ยวแต่ละแห่งจะสนองความต้องการ หรือจุดประสงค์ของนักท่องเที่ยวต่างกันไป
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้แบ่งแหล่งท่องเที่ยวออกเป็น 3 ประเภทได้แก่
1.แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นธรรมชาติ
2.แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น
3.แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และกิจกรรมของผู้คนในท้องถิ่น
แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นธรรมชาติ
แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น
สำหรับโบราณสถานที่มีในประเทศไทยนั้นกรมศิลปากรได้แบ่งโบราณสถานออกเป็น 7 ประเภทได้แก่
1.โบราณสถานสัญลักษณ์แห่งชาติ
2.อนุสาวรีย์แห่งชาติ
3.อาคารสถาปัตยกรรมแห่งชาติ
4.ย่านประวัติศาสตร์
5.อุทยานประวัติศาสตร์แห่งชาติ
6.นครประวัติศาสตร์แห่งชาติ
7.ซากโบราณสถานและแหล่งโบราณคดีประวัติศาสตร์แห่งชาติ
แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และกิจกรรมของผู้คนในท้องถิ่น

บทที่ 3 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเดินทางนักท่องเที่ยว

แรงจูงใจ
แรงจูงใจของนักท่องเที่ยวแตกต่างไปจากแรงจูงใจในวิชาจิตวิทยา เป็นตัวกำหนดบุคลิกภาพของบุคคลแรงจูงใจทางด้านการท่องเที่ยว หรือแรงจูงใจของนักท่องเที่ยวเป็นแนวคิดที่เป็นแบบลูกผสมระหว่างแนวคิดทางจิตวิทยา
ทฤษฎีต่างๆ เกี่ยวกับแรงจูงใจของนักท่องเที่ยว
1.ทฤษฎีลำดับขั้นแห่งความต้องการจำเป็น (Hierarchy of needs)
2.ทฤษฎีขั้นบันไดแห่งการเดินทาง (Travel Career Ladder)
3.แรงจูงใจวาระซ่อนเร้น (Hidden Agenda) ของ Crompton
4.แรงจูงใจทางการท่องเที่ยวในทัศนะของ Swarbrooke
ในหนังสือเรื่อง Consumer Behaviour in Tourism ของ John Swarbrooke จำแนกแรงจูงใจสำคัญๆ ที่ทำให้คนเดินทางออกเป็น 6 ส่วนได้แก่
1.)แรงจูงใจทางด้านสรีระหรือทางกายภาพ (Physical)
2.)แรงจูงใจทางด้านวัฒนธรรม
3.)การท่องเที่ยวเพื่อตอบสนองอารมณ์ความรู้สึกบางอย่าง (Emotional)
4.)การท่องเที่ยวเพื่อให้ได้มาเพื่อสถานภาพ (Status)
5.)แรงจูงใจในการพัฒนาตนเอง (Personal development)
6.)แรงจูงใจส่วนบุคคล (Personal)
แนวโน้วของแรงจูงใจของนักท่องเที่ยว
Parce, Morrison และ Rutledge (1998) ได้นำเสนอแรงจูงใจของนักท่องเที่ยว 10 ประการดังต่อไปนี้
1.แรงจูงใจที่จะได้สัมผัสแวดล้อม
2.แรงจูงใจที่จะได้พบปะกับคนในท้องถิ่น
3.แรงจูงใจที่จะเข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่นและประเทศเจ้าบ้าน
4.แรงจูงใจที่จะเสริมสร้างสัมพันธภาพภายในครอบครัว
5.แรงจูงใจที่จะได้พักผ่อนในสภาพแวดล้อมที่น่าสบาย
6.แรงจูงใจที่จะได้ทำกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวสนใจและฝึกทักษะ
7.แรงจูงใจที่จะมีสุขภาพดี
8.แรวจูงใจที่จะได้รับการคุ้มกันและความปลอดภัย
9.แรงจูงใจที่จะได้รับการยอมรับนับถือและได้รับสถานภาพทางสังคม
10.แรงจูงใจที่จะให้รางวัลแก่ตัวเอง
โครงสร้างพื้นฐานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
โครงสร้างพื้นฐานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว หมายถึง องค์ประกอบพื้นฐานในการรองรับการท่องเที่ยวทั้งระบบ ถือเป็นส่วนการสนับสนุนในการท่องเที่ยวสามารถดำเนินไปได้ด้วยดี และทำให้เกิดความสะดวกรวดเร็วในการดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว
โครงสร้างพื้นฐานหลักๆ ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ได้แก่
1.ระบบไฟฟ้า
2.ระบบประปา
3.ระบบสื่อสารโทรคมนาคม
4.ระบบการขนส่ง
-ระบบการเดินทางทางอากาศ
-ระบบการเดินทางทางบก
-ระบบการเดินทางทางน้ำ
5.ระบบสาธารณสุข
ปัจจัยที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวในแต่ละภูมิภาค
1.ปัจจัยทางภูมิศาสตร์
เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และเป็นปัจจัยที่สำคัญในการสร้างสรรค์ภูมิทัศน์ที่เป็นสิ่งดึงดูดใจทางการท่องเที่ยว ซึ่งปัจจัยสำคัญเหล่านี้ได้แก่
1.1 ลักษณะภูมิประเทศ เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกที่ไม่เท่ากันในแต่ละภูมิภาค ลักษณะภูมิประเทศจึงแตกต่างกัน ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงจากภายในเปลือกโลก ทำให้เกิดภูเขา การเปลี่ยนแปลงบริเวณผิวโลก ทำให้เกิดเนินทราย เป็นต้น
1.2 ลักษณะภูมิภาค เป็นผลมาจากสถานที่ตั้งของแต่ละภูมิภาคที่อยู่ตามเส้นละติจูดที่แตกต่างกัน ทำให้ภูมิอากาศมีความแตกต่างกัน
2.ปัจจัยทางวัฒนธรรม
ความแตกต่างทางวัฒนธรรมของแต่ละภูมิภาค ย่อมเป็นสิ่งดึงดูดใจทางการท่องเที่ยวได้เช่นกัน

บทที่ 2 ประวัติศาสตร์และการท่องเที่ยวจากยุคเริ่มต้นถึงช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

บทที่ 2
ประวัติศาสตร์การท่องเที่ยวจากยุคเริ่มต้น
ถึงช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
การท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจสามารถจะสืบย้อนได้ไปถึงสมัยที่ยังมีอาณาจักร Babylonian และอาณาจักร Egyptian หลักฐานที่สนับสนุนการกล่าวอ้างนี้ก็คือ ได้มีการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์โบราณวัตถุ (historic antiquities) ขึ้นเพื่อให้คนทั่วไปได้เข้าชมในนคร Babylon เมื่อประมาณ 2,600 ปีมาแล้ว ก็มีการจัดงานเทศกาลทางด้านศาสนาซึ่งดึงดูดทั้งผู้ที่มีความเลื่อมใสและผู้ที่เพียงอยากมาชมตึกราม สิ่งก่อสร้างที่มีชื่อเสียงและผลงานทางด้านศิลปะในเมืองใหญ่ๆ ในอาญาจักรอียิปต์ นักท่องเที่ยวชาวกรีกมีการเดินทางเพื่อท่องเที่ยวเมื่อประมาณ 300 ปีก่อนครติสตกาล หรือ 2300 ปีมาแล้ว กรีกมีการปกครองในแบบนครรัฐ (City State) ที่เป็นอิสระต่อกัน จึงไม่มีผู้มีอำนาจปกครองส่วนกลางที่จะสั่งให้มีการสร้างถนน นักท่องเที่ยวส่วนมากจึงเดินทางทางเรือ ชาวกรีกเป็นอีกชาติหนึ่งที่ชื่นชอบงานเทศกาล เกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมทางด้านกีฬา ในช่วง 500 ปีก่อนคริสตกาล กรุงเอเธนส์ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาสถานที่สำคัญ เช่น The Parthenon และมีที่พักแรมประเภทต่าง ๆ ชาวโรมันก็มีการเดินทางกันอย่างกว้างขวางตั้งแต่ 3000 ปีก่อนคริสตกาลเนื่องจากความกว้างใหญไพศาลของอาณาจักรโรมัน ชาวโรมันในกรุงโรมนิยมเดินทางไปพักร้อนยังบ้านพักร้อนบนภูเขา ซึ่งจัดว่าเป็นบ้านหลังที่สองของชาวโรมัน ความรู้เกี่ยวกับการก่อสร้างถนนทำให้ชาวโรมันที่เป็นคนชั้นสูง และคนชั้นกลางได้มีโอกาสเดินทาง วัฒนธรรมของจักรวรรดิโรมันทำให้เกิดวัฒนธรรมการท่องเที่ยวแบบมหาชน (Mass tourism) ในคริสต์ศตวรรษที่ 2 โรมถึงจุดสูงสุดของความรุ่งเรืองจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวที่สำคัญของชาวโรมันในยุคนั้น คือ กรีก ชาวโรมันนิยมเดินทางไปชมความสำเร็จทางศิลปวิทยาการของชาวกรีก การพัฒนาทางด้านการสื่อสารอย่างรวดเร็วประกอบกับชัยชนะของชาวโรมันทำให้ การเดินทางมีมากขึ้น การมีถนนชั้นเยี่ยมและสถานที่พักแรม (Inns) ทำให้การเดินทางมีความปลอดภัย รวดเร็ว และสะดวกขึ้น อาณาจักรโรมันล่มสลายลงใน คศ.476 หรือในตอนกลางคริวศตวรรษที่ 5 ทวีปยุโรปเข้าสู่ยุคกลาง (The Middle Age) หรือยุคมืด (Dark Age) มัคคุเทศก์และคู่มือนำเที่ยวในยุคต้น ๆ ความรู้ที่เรามีเกี่ยวกับการเดินทางในสมัยแรก ๆ มาจากข้อเขียนนักประวัติศาสตร์และนักเดินทางที่มีความสำคัญที่มีชื่อว่า Herodotus ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วง 484 ปีถึง 424 ปีก่อนคริสตกาล บันทึกของ Herodotus ทำให้เราทราบว่ามัคคุเทศก์ในสมัยนั้นความรู้เกี่ยวกับสถานที่และเรื่องราวต่าง ๆ ไม่เท่าเทียมกันมีความแตกต่างกันทั้งในด้านคุณภาพของข้อมูล และความถูกต้องของข้อมูล หนังสือคู่มือนำเที่ยวปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อ 400 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งครอบคลุมแหล่งท่องเที่ยวในกรุงเอเธนส์ สปาร์ตา และเมืองทรอย นักเขียนเกี่ยวกับการท่องเที่ยวชาวกรีก ชื่อ Pausanias ได้เขียนหนังสือชื่อ Description of Greece ขึ้นในระหว่าง คศ.160 - 180 ซึ่งเป็นการวิจารณ์เกี่ยวกับสิ่งอำนวยความสะดวกและแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ การท่องเที่ยวในยุคกลาง ยุคกลางคือช่วงที่อยู่ระหว่าง คศ.500-1500 หรือเป็นช่วงที่ต่อจากการล่มสลายของอาณาจักรโรมัน แต่ก่อนจะเข้าสู่ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ยุคกลางเรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่ายุคมืด ช่วงเวลาดังกล่าวถนนหนทางถูกปล่อยให้ทรุดโทรมเศรษฐกิจตกต่ำแต่ศาสนาจักรโรมันคาทอลิค ทำให้ผู้คนเดินทางกันในระยะทางสั้น ๆ วัยหยุดเริ่มเข้ามีบทบาทในชีวิตของผู้คน คำว่า Holiday มีที่มาจากคำว่า Holy days ศาสนาโรมันคาทอลิคเป็นผู้กำหนดช่วงเวลาการหยุดเพื่อการพักผ่อนให้กับผู้ที่ศรัทธาในศาสนา แต่สำหรับชาวคาทอลิคทั่วไปการหยุดเพื่อการพักผ่อน หมายถึงการหยุดพักจากการทำงาน ไม่ใช่การเดินทางไปไหนมาไหน คนชั้นสูงและคนชั้นกลางนิยมเดินทางเพื่อการแสวงบุญ (Pilgrimage) เป็นการเดินทางที่ไกลขึ้นสำหรับผู้ที่เคร่งศาสนาสถานที่ที่ผู้เลื่อมใสนิยมเดินทางไปได้แก่เมือง Winchester เมือง Walsingham และเมือง Canterbury จนกวีชื่อ Chaucer นำมาแต่งเป็นนิทานชื่อ Canterbury's Tales ปัญหาที่นักเดินทางในยุคกลางต้องเผชิญคือ โจรผู้ร้ายที่คอยดักปล้นนักเดินทางมัคคุเทศก์ในสมัยนั้นจึงต้องทำหน้าที่เป็นผู้นำทาง (Pathfinder) และเป็นทั้งผู้ปกป้องนักเดินทางด้วยมัคคุเทศก์ในสมัยนั้นจึงได้รับค่าจ้างสูง นอกจากนักแสวงบุญแล้วในยุคกลางยังมีนักเดินทางประเภทนักผจญภัยซึ่งเดินทางเพื่อแสวงหาชื่อเสียงและโชคลาภ พวกพ่อค้าเดินทางเพื่อค้าขาย พวกละครเร่ นักร้องนักดนตรี ยังชีพอยู่ได้ด้วยการให้ความบันเทิงเปลี่ยนที่ไปเรื่อย ๆ การพัฒนาการคมนาคมทางถนนในคริสศตวรรษที่ 17 ถึงต้นศตวรรษที่ 19 ในช่วงก่อนที่จะถึงศตวรรษที่ 16 คนที่ต้องการเดินทางมีวิธีที่จะทำได้ 3 วิธีคือ ด้วยการเดินเท้าซึ่งเป็นวิธีเดินทางของคนจน วิธีที่สองคือการขี่ม้า และวิธีสุดท้ายคือ ใช้เสลี่ยงโดยมีคนรับใช้เป็นผู้แบกซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีเดินทางของชนชั้นสูงเท่านั้น หรือไม่ก็ใช้เกวียนเทียมด้วยม้า การพัฒนารถม้า 4 ล้อที่มีระบบกันสะเทือนด้วยสปริงนับเป็นความก้าวหน้าครั้งใหญ่ สำหรับคนที่จะเป็นต้องเดินทาง การประดิษฐ์รถที่มีระบบกันสะเทือนอย่างง่ายที่สุดสามารถสืบย้อนไปได้ที่เมือง Koce ในประเทศฮังการี ในศตวรรษที่ 15 และในต้นศตวรรษที่ 17 รถม้า ตู้ทึบชนิด 4 ล้อ ก็มีการวิ่งบริการในประเทศอังกฤษ ระหว่างกรุงลอนดอนถึงอ๊อกซฟอร์ด ในศตวรรษที่ 18 มีระบบทางด่วนที่ผู้โดยสารต้องจ่ายค่าผ่านทางเกิดขึ้น โดยทีการปรับปรุงผิวการจราจรทำให้รถตู้ 4 ล้อ ลากด้วยม้าซึ่งบรรทุกคนได้ระหว่าง 8-14 คน วิ่งได้ถึง 40 ไมล์ ประมาณ คศ.1815 ถนนหนทางในทวีปยุโรปมรการพัฒนาดีขึ้น เป็นผลสืบเนื่องจากการค้นพบประโยชน์ของยางมะตอย (Tarmacadam) ทำให้การเดินทางเร็วขึ้น มีการพัฒนาโดยสารสาธารณะที่เรียกว่า Charabanc เป็นครั้งแรกในปี คศ.1832 แกรนด์ทัวร์ (Grand Tour) ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมาได้เกิดการท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่ขึ้นซึ่งเป็นผลมาจากเสรีภาพและความต้องการที่จะเรียนรู้ในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance) ยุคที่มีระยะเวลาประมาณ 300 ปี เริ่มต้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 15 และสิ้นสุดลงในราวศตวรรษที่ 17 โดยมีอิตาลีเป็นแหล่งกำเนิดและเป็นแบบฉบับให้ประเทศเพื่อนบ้านคือ ฝรั่งเศส เยอรมันนี ยุโรปเหนือและอังกฤษ ระหว่าง ค.ศ.1701 ถึง 1789 คนชั้นสูงชาวอังกฤษที่จะส่งบุตรชายออกเดินทางไปต่างประเทศพร้อมกับอาจารย์ผู้สอนประจำตัว (Travelling tutors) การเดินทางแบบนี้เรียกว่า Grand Tour การเดินทางซึ่งใช้เวลา 3 ปี จุดหมายปลายทางคือประเทศอิตาลี ในปี ค.ศ.1749 Dr.Thomas Nugent ได้ตีพิมพ์หนังสือคู่มือการท่องเที่ยวออกมาเล่มหนึ่งให้ชื่อว่า The Grand Tour หนังสือเล่มนี้ส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยวเพื่อการศึกษามากขึ้น จุดประสงค์ของการเดินทางแบบ Grand Tour โดยเนื้อแท้แล้วเป็นการท่องเที่ยวเพื่อการแสวงหาความรู้ เมื่อถึงปลายศตวรรษที่ 18 ความนิยมในการเดินทางแบบนี้ก็กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ในศตวรรษที่ 19 มีการค้นพบแหล่งท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพได้แก่ บ่อน้ำแร่ (spas) และที่พักตากอากาศ ประเภทรีสอร์ทชายทะเล สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 18-19 สังคมเริ่มเปลี่ยนจากเกษตรกรรมมาเป็นอุตสาหกรรม เกิดการล่าอาณานิคมขึ้น ที่พักแรมได้รับการพัฒนามาจามลำดับ กลายมาเป็นโรงแรมแทนที่ inns ต่าง ๆ มีการโยกย้ายถิ่นฐานไปยังดินแดนใหม่ ๆ นอกยุโรป มีการพัฒนาประดิษฐ์เครื่องจักรไอน้ำกับเรือกลไฟแบบกังหันข้างผสมใบ ทำให้เกิดการเดินทางได้เร็วขึ้น มีการพัฒนากิจการรถไฟและในปี ค.ศ.1841 โทมัส คุก (Thomus Cook) ได้จัดนำเที่ยวทางรถไฟแบบครบวงจรเป็นครั้งแรก ที่อังกฤษ ในขณะที่เฮนรี่ เวลส์ ก็จัดกิจการนำเที่ยวขึ้นในอเมริกาเช่นกัน ยุคศตวรรษที่ 20 การท่องเที่ยวยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ความสะดวกสบายมีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง ที่พักแรม เงินตรา เอกสารการเดินทาง ผู้คนหันมานิยมการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวมากขึ้น ทำให้การเดินทางด้วยรถไฟน้อยลง พัฒนาของอุตสาหกรรมการบิน ที่เริ่มขึ้นในยุโรปปี ค.ศ.1919 และเริ่มขนส่งผู้โดยสาร ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ช่วงหลังสงครามโลก ผู้คนออกเดินทางท่องเที่ยวเพื่อเยี่ยมชมสถานที่สำคัญทางการสงคราม

บทที่ 1 คาวมหมายและความสำคัญของการท่องเที่ยว

" การท่องเที่ยว " คือการเดินทางไปเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆหรือเพื่อไปร่วมกิจกรรมบางอย่าง เยี่ยมเยี่ยนญาติมิตร ไปประชุมหรือบางคนอาจนึกถึงชาวต่างประเทศ สะพายกระเป๋าเดินอยู่กลางถนน นอนอาบแดดอยู่ริมชายหาด
การประชุมของสหประชาชาติว่าด้วยเรื่องของการเดินทางและการท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่ กรุงโรม ประเทศอิตาลี และได้ยอบรับข้อเสนอเกี่ยวกับคำจำกัดความของการท่องเที่ยวจากนักวิชาการจากองค์การการท่องเที่ยวแห่งประเทศ ( IUOTO:The Internation Union of Official Travel Organization ต่อมาได้กลายเป็นองค์การท่องเที่ยวโลกในปี พ.ศ. 2513 : World Tourism Organization,WTO ) ว่าการเดินทางท่องเที่ยวต้องมีลักษณะดังนี้
1.เป็นการเดินทางจากที่อยู่อาศัยปกติไปยังที่อื่นชั่วคราว
2.เป็นการเดินทางด้วยความสมัครใจ
3.เป็นการเดินทางด้วยวัตถุประสงค์ใดๆก็ตามที่มิใช่เพื่อการประกอบอาชีพและการหารายได้
คำนิยามที่เรียกผู้ที่เดินทางเพื่อการท่องเที่ยวว่า ผู้เยี่ยมเยือน ซึ่งจำแนกออกเป็นนักท่องเที่ยว และนักทัศนาจร
นักท่องเที่ยว คือผู้ที่มาเยือนชั่วคราวและพักอาศัย ณ สถานที่ที่ไปเยี่ยมเยือนอย่างน้อย 24 ชั่วโมง
นักทัศนาจร คือ ผู้ที่มาเยือนชั่วคราวและพักอาศัย ณ สถานที่ที่ไปเยี่ยมเยือนไม่เกิน 24 ชั่วโมง
วัตถุประสงค์ของการเดินทางท่องเที่ยวหลายประการแบ่งได้ 3 ประการใหญ่ๆ ได้แก่
1. เพื่อความเพลิดเพลินสนุกสนานและพักผ่อน
2.เพื่อธุรกิจ
3.เพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ
ประเภทของการท่องเที่ยว
การแบ่งตามสากล ได้แก่การแบ่โดยใช้ประเทศเป็นกำหนด ได้แก่
1.การท่องเที่ยวภายในประเทศ
2.การท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศ
3.การท่องเที่ยวนอกประเทศ
การแบ่งลักษณะการจัดการเดินทาง แบ่งออกเป็น
1.การท่องเที่ยวแบบหมู่คณะ
2.การท่องเที่ยวแบบอิสระ
การแบ่งตามวัตถุประสงค์ของการเดินทาง
1.เพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลินและพักผ่อน
2.การท่องเที่ยวเพื่อธุรกิจ
3.การท่องเที่ยวเพื่อวัตถุประสงค์พิเศษ
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวหมายถึง ธุรกิจท่องเที่ยวขนาดใหญ่ที่ต้องอาศัยแรงงาน การลงทุน เทคนิควิชาชีพเฉพาะ มีการวางแผน การจัดการองค์กร และการตลาด เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมประเภทอื่นๆ

วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2553



กว๊านพะเยาบึงอันกว้างใหญ่ สุดสายตาโอบล้อมขุนเขาแม่ใจดีที่ตั้งตระง่านอยู่ทางทิศตะวันตก ในยามเย็นและยามเช้าตรู่สีสันของท้องฟ้าและสายน้ำงดงามตรึงใจ ดังภาพเขียนเป็นภาพบรรยากาสอันแสนประทับใจที่ได้พบเห็นเมื่อมาเยือนเมืองพะเยาแห่งนี้

ยามเย็นที่กว๊านพะเยายามเย็น



ริมถนนชายกว๊านในเมืองพะเยา ซึ่งด้านหนึ่งเปิดโล่งสู่กว๊านพะเยา มีต้นมะพร้าวเรียงราย สร้างบรรยากาศเหมือนกับเมืองชายทะเล ผู้คนต่างพากันมาพักผ่อนนั่งรับประทานอาหาร บ้างก็เดินเล่นกินลมชมวิว ขี่จักรยานออกกำลังกาย พร้อมกับชมบรรยากาศยามพระอาทิตย์อัสดงเหนือผืนน้ำอันเงียบสงบ หากมาเที่ยวในวันสุดสัปดาห์ ตามร้านอาหารริมกว๊านต่างถูกจับจองด้วยนักท่องเที่ยวที่มานั่งกินดื่ม ชิมอาหารพื้นบ้าน ทั้งปลาเผา กุ้งเผา กุ้งเต้น ที่มีเรียงรายหลายร้าน ถัดจากบริเวณนี้สามารถเดินเรื่อย ๆ ต่อไปยังถนนคนเดินที่จัดให้มีขึ้นในวันสุดสัปดาห์ มีสินค้าอาหารให้เลือกซื้อเลือกชิมกันมากมายหลากหลายชนิด ทั้งอาหารคาวหวาน เสื้อผ้า ของใช้ ของประดับตกแต่งมากมาย


อิ่มบุญสุขใจในยามเช้า


ในตอนเช้าชาวบ้านบริเวณท่าเรือริมกว๊านจะมานั่งเรียงแถวเตรียมปั้นข้าวเหนียวไว้เป็นก้อนเล็กๆเพื่อรอใส่บาตรเป็นปะระจำทุกวัน นักท่องเที่ยวสามารถหาซื้อสำรับกับข้าวรวมทั้งกระติบข้าวเหนียวมาใส่บาตรได้ที่นี้เลย








นั่งเรือพาย ไหว้พระกลางน้ำ

หลังจากทำบุญใส่บาตรแล้ว นักท่องเที่ยวสามารถนั่งเรือพายไปนมัสการหลวงพ่อศิลากลางกว๊านพะเยา ค่าบริการเพียงคนละ 20 บาท มีคนพายลำละ 2 คนและมีชูชีพให้นักท่องเที่ยวใส่เพื่อความปลอดภัย ใช้เวลาเดินทางไปกลับประมาณ 20 นาที หลวงพ่อศิลา เป็นพระพุทธรูปหินทรายปางมารวิชัย อายุกว่า 500 ปี ค้นพบเมื่อปี 2526 ในบริเวณวัดติโลกอารามที่จมอยู่ใต้น้ำ ชาวบ้านจึงได้อัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดศรีอุโมงค์คำ จนกระทั่งปี 2550 จึงได้อัญเชิญหลวงพ่อศิลากลับไปประดิษฐานบริเวณที่เป็นที่ตั้งของวัดติโลกอาราม กลางกว๊านพะเยา เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้นั่งเรือไปสักการะบูชา และเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางน้ำของเมืองพะเยาเมื่อถึงวันเพ็ญเดือน 3 เดือน 6 และเดือน 8 ซึ่งตรงกับมาฆบูชา วิสาขบูชา และอาสาฬหบูชา จะมีพิธีเวียนเทียนกลางน้ำในยามใกล้ค่ำ ชาวเมืองต่างพากันนำดอกไม้ธูปเทียน ล่องเรือไปเวียนเทียนบูชาองค์หลวงพ่อศิลากลางน้ำ 3 รอบ กว๊านพะเยาในยามนี้จะงดงามด้วยแสงประทีบท่ามกลางสีสันของท้องฟ้าและผืนน้ำกว้างใหญ่ในวันพระจันทร์เต็มดวง เป็นอีกภาพหนึ่งที่น่าประทับใจไม่เหมือนใครในโลก

ด้วยบรรยากาศของเมืองริมน้ำที่ไม่เหมือนใคร ทำให้เมืองพะเยาเป็นเมืองที่น่าพักผ่อนท่องเที่ยว และยังได้รับความสุขสวัสดีจากการร่วมทำบุญและสัมผัสวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามที่ชาวเมืองได้ร่วมกันรักษาไว้ได้อย่างน่าชื่นชม


การเดินไปที่กว๊านพะเยา

รถยนต์ สามารถเดินทางได้หลายเส้นทาง
เส้นทางที่ 1 ใช้ทางหลวงหมายเลข 32 สายเอเซีย ผ่านจังหวัดพระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี นครสวรรค์ เข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 1 ที่นครสวรรค์ ผ่านอำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร จังหวัดตาก ผ่านอำเภอเถิน อำเภอสบปราบ อำเภองาว จังหวัดลำปาง จากลำปางไปพะเยาจะเป็นเส้นทางตัดผ่านภูเขาจะมีทางโค้งมากแต่ไม่ชันให้ใช้ความระมัดระวัง เมื่อออกจากแนวภูเขาจะเข้าสู่ตัวเมืองพะเยา ระยะทาง 755 กิโลเมตร โดยรวมแล้วเส้นทางนี้ถนนจะกว้างกว่าเส้นทางที่ 2 แนะนำเส้นทางนี้ครับ
เส้นทางที่ 2 ใช้ทางหลวงหมายเลข 32 สายเอเซีย ผ่านจังหวัดพระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี และนครสวรรค์ เลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 117 จนถึงจังหวัดพิษณุโลก แยกซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 12 ไปจนถึงสุโขทัย เลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 101 ผ่านอำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 103 ผ่านอำเภอร้องกวาง เข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 1 ผ่านอำเภองาว เข้าสู่ตัวเมืองพะเยา ระยะทาง 782 กิโลเมตร เส้นทางนี้จะขึ้นเขาตรงจังหวัดอุตรดิตถ์เป็นถนน 4 เลน (ไป 2 กลับ 2) รถบรรทุกที่ใช้เส้นทางนี้จะขับช้าตอนขึ้น/ลงเขา ทำให้ไม่สามารถทำความเร็วได้ในช่วงนี้
เส้นทางที่ 3 สามารถเดินทางเป็นวงรอบได้โดยใช้เส้นทางกรุงเทพฯ-นครสวรรค์-พิษณุโลก-สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย-เด่นชัย-แพร่-ร้องกวาง-พะเยา ระยะทาง 782 กิโลเมตร ขากลับใช้เส้นทางพะเยา-เชียงราย-แม่สรวย-เวียงป่าเป้า-ดอยสะเก็ด-เชียงใหม่-ลำปาง-ตาก-กรุงเทพฯ ระยะทาง 966 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 9 ชั่วโมง
รถโดยสารประจำทาง บริษัท ขนส่ง จำกัด มีรถโดยสารปรับอากาศและรถธรรมดาออกจากสถานีขนส่งสายเหนือ ถนนกำแพงเพชร 2 สอบถามได้ที่ โทร. 0 2576 5599 www.transport.co.th หรือ บริษัทรถเอกชน สยามเฟิร์สทัวร์ โทร. 0 2954 3601 สมบัติทัวร์ โทร. 0 2936 2495-9 บริษัท ขนส่ง จำกัด พะเยา โทร. 0 5443 1363, 0 5443 1488จากเชียงใหม่มีรถโดยสารประจำทางทั้งธรรมดา และปรับอากาศไป-กลับจังหวัดพะเยาทุกวัน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ สถานีขนส่งอาเขตเชียงใหม่ ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ โทร. 0 5324 1440, 0 5324 2664

วันพุธที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

395 ปี บันทึกของปินโต : หลักฐานประวัติศาสตร์นิพนธ์หรือนิยายผจญภัย

ปินโตเป็นชาวเมืองมองเตอมูร์เก่า
ในราชอาณาจักรโปรตุเกส ปินโตเกิดในครอบครัวยากจน
เมื่ออายุประมาณ 10
หรือ 12 ขวบจึงต้องเป็นเด็กรับใช้ของสุภาพสตรีผู้หนึ่ง
ต่อมาชีวิตของเขาตกอยู่ในอันตรายจน
ต้องหลบหนีลงเรือจากเมืองกูแอ ดึ แปดรา
การผจญภัยของปินโตเริ่มขึ้นเมื่อเดินทางไปถึงเมืองดิว (
ในอินเดีย
ขณะมีอายุได้ 28 ปี เขาเดินทางกลับมาตุภูมิ
รวมเป็นเวลา 21 ปีของการแสวงโชคในเอเชีย ปินโตเคยเดินทางไปในเอธิโอเปีย จีน อาณาจักรของชาวตาร์ตาร์ (Tataria) โคชินไชนา สยาม พะโค ญี่ปุ่น และหมู่เกาะอินเดียตะวันออกในน่านน้ำอินโดนีเซียปัจจุบัน
ปินโตเคยเผชิญปัญหาเรืออับปาง 5 ครั้ง ถูกขาย 16 ครั้งและถูกจับเป็นทาสถึง 13 ครั้ง ชีวิตในเอเชียของปินโตเคยผ่านการเป็นทั้งกลาสีเรือ ทหาร พ่อค้า ทูตและนักสอนศาสนา (missionary) เมื่อเดินทางกลับไปถึงโปรตุเกส
เขาจึงพยายามติดต่อขอรับพระราชทานบำเหน็จรางวัล เนื่องจากได้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติและศาสนาอย่างเต็มที่ แต่กลับไม่ได้รับความสนใจจากราชสำนัก ปินโตจึงไปใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองปรากัลป์
ทางใต้ของโปรตุเกส ปินโตเขียนหนังสือชื่อ “Pérégrinação”ขึ้น และถูกตีพิมพ์หลังจากเขาถึงแก่กรรม
ปินโตเคยเดินทางเข้าสยาม 2 ครั้ง
ครั้งแรกเข้ามาในปัตตานีและนครศรีธรรมราชก่อน
ครั้งที่ 2 เข้ามายังกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช
นักประวัติศาสตร์บางคนนำหลักฐานของฝ่ายไทยเข้าไปตรวจสอบความน่าเชื่อถือในเอกสารของเขาหลายประเด็น และชี้ให้เห็นความคลาดเคลื่อนของศักราชที่เขาอ้างถึง
หลังจากปินโตถึงแก่กรรม บุตรีของเขาได้มอบต้นฉบับหนังสือเรื่อง “Pérégrinação” ให้แก่
นักบวชสำนักหนึ่งแห่งกรุงลิสบอน ต่อมากษัตริย์ฟิลิปที่ 1
ทรงได้ทอดพระเนตรงานนิพนธ์ชิ้นนี้ บุตรีของปินโตจึงได้รับพระราชทานบำเหน็จรางวัลแทนบิดา
งานเขียนของปินโตตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.1614
ต่อมาใน ค.ศ.1983 กรมศิลปากรได้เผยแพร่บันทึกของปินโตบางส่วนในชื่อ “การท่องเที่ยวผจญภัยของแฟร์นังด์ มังเดซ ปินโต ค.ศ1537-1558”
ต่อมากรมศิลปากรร่วมกับกรมวิชาการกระทรวงศึกษาธิการได้ตีพิมพ์ผลงานบางส่วนของเขาออกเผยแพร่อีกครั้งใน ค.ศ.1988 โดยแปลจากหนังสือชื่อ “Thailand and Portugal : 470 Years of Friendship” งานเขียนของปินโตถูกนำเสนอในรูปของร้อยแก้ว
การเล่าเรื่องการเดินทางของเขามีจุดมุ่งหมายเพื่อให้มีการเรียนรู้สภาพภูมิศาสตร์ของโลกให้มากยิ่งขึ้น
สิ่งที่ผลักดันให้เขาเดินทางไปยังตะวันออก คือ ธรรมชาติของลูกผู้ชาย เขาแสดงความขอบคุณพระเจ้าและสวรรค์ที่ช่วยให้รอดพ้นจากภยันตรายมาได้คุณค่าทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับราชอาณาจักรสยามบันทึกของปินโตนับเป็นเอกสารสำคัญที่กล่าวถึงเรื่องราวส่วนหนึ่งเกี่ยวกับทรัพยากร การทหาร วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ กฎหมายและเรื่องราวในราชสำนักสยามกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 และมักจะถูกอ้างอิงเสมอเมื่อกล่าวถึงบทบาททางการทหารของชุมชนโปรตุเกสในรัชสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช หนังสือของปินโตถูกตีพิมพ์เผยแพร่อย่างกว้างขวางในยุโรป จึงเป็นเหตุให้เขาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง
ดับเบิลยู. เอ.อาร์. วูด (W.A.R. Wood) ชี้ว่าควรจะอ่านงานเขียนของปินโตในฐานะที่เป็นเรื่องราวของชายชราที่ได้เดินทางกลับไปสู่มาตุภูมิอีกครั้งหนึ่งเพื่อความบันเทิง มิใช่เป็นหลักฐานประวัติศาสตร์ที่เขียนขึ้นวันต่อวัน และตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความแม่นยำของปีศักราชในบันทึกชิ้นนี้ด้วย
อย่างไรก็ดี ดึ กัมปุช อดีตกงสุลใหญ่โปรตุเกสเมื่อค.ศ.1936 กลับชี้ว่าหลักฐานของปินโตแสดงให้เห็นว่าเขาเคยเดินทางเข้ามายังสยามจริง
หากนักเรียนประวัติศาสตร์คนใดจะนำงานเขียนของปินโตมาใช้ในการตรวจสอบเรื่องราวเกี่ยวกับตำแหน่งหัวหน้าค่ายโปรตุเกส ความสัมพันธ์ของคนภายในค่าย ความสัมพันธ์ระหว่างค่ายโปรตุเกสกับราชสำนักอยุธยา ความสัมพันธ์ระหว่างค่ายโปรตุเกสกับมะละกา กัว มาเก๊า และราชอาณาจักรโปรตุเกส รวมไปถึงอาชีพ จำนวนคนและความเป็นอยู่ในค่ายโปรตุเกสสมัยอยุธยา ก็อาจจะต้องใช้ความพยายามในการศึกษาและวิเคราะห์หลักฐานชิ้นนี้มากพอสมควร ปินโตระบุว่านักสอนศาสนาก็จำเป็นต้องเผยแพร่ศาสนาภายใต้นโยบายของราชสำนักหรือผู้สำเร็จราชการโปรตุเกสแห่งเมืองกัวเช่นเดียวกับข้าราชการทั่วไป เมื่อนักบุญฟรานซิส ซาเวียร์
ศาสนาในญี่ปุ่น ท่านก็ต้องเดินทางจากมะละกาไปยังกัว เพื่อรับฟังนโยบายของผู้สำเร็จราชการโปรตุเกสแห่งอินเดียเสียก่อน
การที่ปินโตเคยเป็นทูตของข้าหลวงโปรตุเกสแห่งมะละกาไปยังรัฐต่างๆในภูมิภาคแถบนี้ อีกทั้งยังเคยเป็นทหารและนักสอนศาสนาของโปรตุเกสด้วย เขาจึงน่าจะเป็นบุคคลที่มีเกียรติพอที่จะได้รับความเชื่อถือจากผู้มีฐานะเป็นศัตรูชาติโปรตุเกสในยุโรปหรือแม้แต่ชาวโปรตุเกสบางคน แต่เขาก็ไม่เคยถูกนักประวัติศาสตร์โปรตุเกส
เสียดสีเลยแม้แต่น้อย